ถาม-ตอบ: ด้านการเรียน

นักศึกษารอพินิจหรือ “ติดโปร” หมายถึง นักศึกษาที่ได้คะแนนเฉลี่ยสะสม (CUM.GPA.) เมื่อสิ้นปีการศึกษาอยู่ในเกณฑ์ 1.50-1.74 โดยจะมีสถานภาพเป็นนักศึกษารอพินิจตลอดปีการศึกษาถัดไป และจะต้องทำคะแนนเฉลี่ยสะสมให้ได้ไม่ต่ำกว่า 1.75 เมื่อสิ้นปีการศึกษาที่มีสถานภาพรอพินิจ มิฉะนั้นจะพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาหรือถูก Retired

ถ้านักศึกษาลงทะเบียนเรียนในภาคฤดูร้อน การจำแนกสถานภาพนักศึกษาจะดูจากคะแนนเฉลี่ยสะสมเมื่อสิ้นภาคฤดูร้อน กรณีที่ไม่ได้ลงทะเบียนเรียนในภาคฤดูร้อน จะจำแนกสถานสภาพนักศึกษาสิ้นภาคเรียนที่ 2 สำหรับนักศึกษาที่เข้าเรียนในภาคเรียนที่ 2 จะจำแนกสถานภาพนักศึกษาสิ้นภาคเรียนที่ 1 ในปีการศึกษาถัดไป

การลงทะเบียนล่วงหน้าไม่ได้ อาจเนื่องจากหลากหลายสาเหตุ เช่น ถูกหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัยล็อคข้อมูลไม่ให้ดำเนินการใดๆ ได้ทางอินเทอร์เน็ต หรือนักศึกษาหมดสถานภาพความเป็นนักศึกษาแล้วแต่ยังไม่รู้ตัว หรือเป็นนักศึกษานอกรุ่นที่วิชาตามหลักสูตรไม่เปิดสอนแล้ว ฯลฯ ดังนั้น กรณีที่ลงทะเบียนล่วงหน้าไม่ได้ ให้รีบติดต่อสอบถามหน่วยงานทื่ล็อคทันที หรือหากไม่ทราบให้สอบถามที่แผนกแนะแนวฯ เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ในการลงทะเบียนล่วงหน้าตามช่วงวัน-เวลาที่สำนักทะเบียนฯ กำหนดไว้
กรณีที่นักศึกษาไม่สามารถลงทะเบียนเรียนในภาคเรียนที่ 1 และ 2 (ไม่รวมภาคฤดูร้อน เนื่องจากไม่เป็นภาคบังคับที่ต้องเรียน)ด้วยเหตุจำเป็นทุกกรณี สามารถแจ้งลาพักการศึกษาที่สำนักทะเบียนฯ และชำระค่ารักษาสถานภาพนักศึกษาไว้ 500 บาท ภายใน 30 วันนับจากวันเปิดภาคเรียน เพื่อคงสภาพความเป็นนักศึกษาไว้และสามารถลงทะเบียนเรียนต่อในภาคเรียนถัดไปได้ตามปกติ หากไม่แจ้งลาพักมหาวิทยาลัยจะจำหน่ายชื่อออก ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเรียนต่อได้
เพื่อป้องกันไม่ให้ผลการสอบปลายภาคประกาศออกมาเป็น F ควรทำการเพิกถอนวิชา ( Withdrawal ) ตามกำหนดการของสำนักทะเบียนฯ เพื่อป้องกันไม่ให้เกรดเป็น F ซึ่งจะมีผลเกรดเฉลี่ยสะสม โดยวิชาที่เพิกถอนต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ในภาคเรียนหรือปีการศึกษาถัดไป

หรือขอคำปรึกษาอาจารย์ผู้สอนว่าคะแนนเก็บ คะแนนสอบกลางภาค คะแนนสอบปลายภาค มีการแบ่งสัดส่วนอย่างไร หากนักศึกษามีคะแนนเก็บอยู่ในเกณฑ์ดี และมั่นใจว่าจะสามารถทำข้อสอบปลายภาคได้ก็ไม่ต้องทำการเพิกถอนวิชา

หรืออาจทำคำร้องขอสอบปลายภาคกรณีพิเศษ แต่การขาดสอบต้องเป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ เจ็บป่วยต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ประสบอุบัติเหตุในการเดินทางมาสอบและต้องอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อแก้ไขปัญหา บิดา/มารดาเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต รวมทั้งกรณีเกิดภัยพิบัติแก่ทรัพย์สินหรือครอบครัวของนักศึกษา โดยนักศึกษาหรือผู้ปกครองต้องยื่นคำร้องภายใน 5 วันทำการนับจากวันที่ขาดสอบ และต้องแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบคำร้องด้วย

หากนักศึกษามีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถมาเข้าสอบปลายภาคในวิชาใดก็ตาม สามารถยื่นคำร้องขอสอบชดเชยปลายภาคได้ แต่การขาดสอบต้องเป็นไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยเท่านั้น คือ เจ็บป่วยต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ประสบอุบัติเหตุในการเดินทางมาสอบและต้องอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อแก้ไขปัญหา บิดา/มารดาเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต รวมทั้งกรณีเกิดภัยพิบัติแก่ทรัพย์สินหรือครอบครัวของนักศึกษา โดยนักศึกษาหรือผู้ปกครองต้องยื่นคำร้องภายใน 5 วันทำการนับจากวันที่ขาดสอบ และต้องแนบหลักฐานที่เกี่ยวข้องประกอบคำร้องด้วย

นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้สอบชดเชยปลายภาคต้องเตรียมตัวในการสอบให้พร้อม และเข้าสอบตามกำหนดการที่สำนักวิชาการจะนัดหมายกับนักศึกษา หากนักศึกษายังขาดสอบในวันที่กำหนดให้สอบชดเชยอีก จะถือว่าได้เกรด F ในวิชานั้นทันที

การลงทะเบียนปรับรายวิชา กำหนดให้มีขึ้นก่อนเปิดภาคเรียนทุกภาค ให้สิทธิ์ในการลงทะเบียนเรียนกับนักศึกษาทุกคนที่มีการลงทะเบียนเรียนล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ตและชำระเงินแล้ว มาติดต่อขอเพิ่มวิชาที่มหาวิทยาลัย รวมทั้งนักศึกษานอกรุ่นทุกรายทั้งที่ลงทะเบียนเรียนล่วงหน้ามาแล้วหรือยังไม่ลงทะเบียนล่วงหน้าก็ได้ โดยนักศึกษาที่ลงทะเบียนล่วงหน้าและชำระเงินแล้ว สามารถใช้บริการลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ตที่ระบบ Online Adding โดยไม่ต้องไปลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัย

การลงทะเบียนเรียนล่าช้า กำหนดให้มีขึ้นหลังวันลงทะเบียนปรับรายวิชา ให้สิทธิ์กับนักศึกษาทุกรายติดต่อลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัยได้ แต่ถ้านักศึกษามีการลงทะเบียนล่วงหน้าและมีการชำระเงินบางวิชาแล้ว สามารถใช้บริการลงทะเบียนทางอินเทอร์เน็ตที่ระบบ Online Adding โดยไม่ต้องไปลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัย

Drop คือ การลดวิชา ซึ่งนักศึกษาที่ลงทะเบียนและชำระเงินแล้วเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ขอ Drop วิชาได้ ภายในช่วงที่มหาวิทยาลัยกำหนดให้เป็นช่วงการเพิ่ม-ลดวิชา ซึ่งจะอยู่ในสัปดาห์แรกของทุกภาคเรียนเท่านั้น โดยวิชาที่ Drop จะได้รับเงินคืน 40 %

Withdrawal คือ การเพิกถอนวิชา เป็นการขอยุติการเรียน/การสอบในบางวิชาที่ลงทะเบียนเรียน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการสอบตก เช่น คะแนนเก็บไม่ดี ขาดสอบกลางภาค เป็นต้น ซึ่งนักศึกษาจะเพิกถอนวิชาได้เมื่อถึงกำหนดการเพิกถอนในแต่ละภาคการศึกษา โดยต้องเพิกถอนวิชาด้วยตนเองทางอินเทอร์เน็ตที่ระบบ Online Withdrawal

นักศึกษาโอน หมายถึง นักศึกษาที่เคยเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพหรือสถาบันอื่นๆ และได้ลาออกหรือพ้นสถานภาพไปแล้วทุกกรณี แต่มีความต้องการสมัครเข้าเรียนใหม่ โดยขอเทียบโอนผลการเรียนจากที่เคยเรียนมาแล้วได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะรับเทียบโอนเฉพาะวิชาที่ได้เกรด C ขึ้นไปเท่านั้น และวิชาที่ได้เทียบโอนไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ นักศึกษาสามารถลงทะเบียนเรียนวิชาอื่นๆ ตามหลักสูตรของคณะที่สังกัดในปีการศึกษาที่สมัครเข้าเรียนใหม่ต่อไปได้เลย ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาใช้เวลาในการศึกษาน้อยลงทั้งนี้ขึ้นอยู่จำนวนวิชาหรือหน่วยกิตที่ได้รับการเทียบโอน แต่การสมัครเข้าใหม่ ต้องติดต่อฝ่ายรับสมัครนักศึกษาตามกำหนดการเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ ในภาคเรียนที่ 1 หรือ 2 เท่านั้น

นักศึกษากลับมาศึกษาใหม่ หมายถึง นักศึกษาของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ลาออกหรือพ้นสภาพนักศึกษาไปแล้ว แต่มีเกรดเฉลี่ยสะสมก่อนลาออกหรือพ้นสภาพ อยู่ในเกณฑ์ 1.75 ขึ้นไป สามารถติดต่อสำนักทะเบียนฯ ได้ทั้งภาคเรียนที่ 1 , 2 และ ภาคฤดูร้อน เพื่อขอกลับเข้ามาศึกษาต่อเนื่องไปจนจบหลักสูตร โดยหลักสูตรที่ใช้ในการศึกษาต่อเนื่องไปนั้น ขึ้นอยู่กับคณบดีคณะที่นักศึกษาสังกัดพิจารณาว่าจะให้ใช้หลักสูตรเดิมที่เคยเรียนมา หรือใช้หลักสูตรในปีที่ขอกลับมาศึกษาใหม่

การเรียนข้ามสถาบัน หมายถึง นักศึกษาที่ได้รับอนุมัติให้เรียนบางวิชาในสถาบันอื่น และมหาวิทยาลัยยินยอมรับผลการเรียนนั้นอย่างเป็นทางการ โดยจะต้องมีหนังสือส่งตัวจากมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ ออกให้นักศึกษาไปติดต่อลงทะเบียนเรียนที่สถาบันนั้น

การขอเรียนข้ามสถาบัน จะเกิดในกรณีที่นักศึกษาลงทะเบียนเรียนเป็นภาคสุดท้ายเพื่อให้สำเร็จการศึกษา แต่วิชาที่ต้องการลงทะเบียนเรียนคณะไม่เปิดสอนและเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา มหาวิทยาลัยจึงอนุโลมให้เรียนในวิชานั้นที่สถาบันอื่นแทนได้ โดยนักศึกษาต้องค้นหารายละเอียดวิชาของสถาบันอื่นๆ ที่มีเนื้อหาวิชาใกล้เคียงกับวิชาที่ต้องการเรียน และนำไปปรึกษาหัวหน้าภาควิชาหรือคณบดีที่นักศึกษาสังกัดก่อนเปิดภาคเรียน

ถาม-ตอบ: ด้านการใช้ชีวิต

ก่อนอื่นคงต้องถามตัวเองว่าปัญหานั้นเกิดจากอะไร เพราะเราไม่รู้จัก ไม่สนิทกับกลุ่มที่ทำงานร่วมกัน ทะเลาะกันในกลุ่ม หรือเพราะเราไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมทำงานกลุ่ม แต่ละสาเหตุก็มีแนวทางในการแก้ไขต่างกัน ถ้าเราไม่รู้จัก ไม่สนิทกับเพื่อนกลุ่มนั้นหรือไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานกลุ่ม ควรลองพยายามปรับตัว ขอเบอร์โทรศัพท์ หมั่นโทร. ติดตามความคืบหน้าของงาน ไปเข้าร่วมทำงานกลุ่มตามนัดหมาย กรณีที่เป็นเพื่อนสนิทกันอยู่ก่อนแล้วมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งควรทำความเข้าใจกันในเบื้องต้น หากไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้ ให้ลองปรึกษาอาจารย์ผู้สอนว่าจะสามารถย้ายไปทำงานกลุ่มอื่นได้หรือไม่ ทั้งนี้ก็ต้องใช้ความพยายามในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนกลุ่มใหม่ด้วย
นักศึกษาสามารถพบอาจารย์ที่ปรึกษาได้ที่ที่ทำการของคณะ โดยสามารถตรวจสอบชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาได้จาก Personal data ใน ursa online ของนักศึกษาเอง อย่างไรก็ตาม อาจารย์ในคณะที่สอนนักศึกษาทุกคนน่าจะสามารถให้คำแนะนำเรื่องการเรียนให้กับนักศึกษาได้ หากมีอาจารย์ผู้สอนท่านใดที่นักศึกษาเรียนด้วยแล้วรู้สึกถูกอัธยาศัย พูดคุยปรึกษากันได้ในห้องเรียนก็สามารถปรึกษาอาจารย์ท่านนั้นนอกเวลาเรียนได้เช่นกัน
นักศึกษาสามารถปรึกษาปัญหาเรื่องสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกับอาจารย์แนะแนว หรือจิตแพทย์ที่ทางแผนกแนะแนวและจัดหางานจัดบริการได้ ทั้งนี้อาจารย์แนะแนวหรือจิตแพทย์จะให้แนวทาง เพื่อให้นักศึกษาได้เลือกแนวทางในการจัดการกับปัญหาด้านสัมพันธภาพกับครอบครัว เพื่อน อาจารย์ผู้สอน ฯลฯ ด้วยตัวเอง
ต้องลองแยกเป็นประเด็นว่าปัญหาการเงินที่บ้านนั้นเป็นเพียงปัญหาชั่วคราวหรือปัญหาที่ค่อนข้างต่อเนื่องระยะยาวครับ กรณีที่เป็นปัญหาฉุกเฉินเพียงแค่เทอมใดเทอมหนึ่ง นักศึกษาสามารถลาพักการศึกษา โดยเสียค่ารักษาสถานภาพ 500 บาท หากมีเงินก้อนจำนวนหนึ่งที่มากพอจะลงทะเบียนเรียนได้เพียงสองสามวิชาก็สามารถลงทะเบียนเรียนแต่น้อยได้ กรณีที่เป็นปัญหาระยะยาวของครอบครัวและนักศึกษาไม่ได้ทำเรื่องกู้ยืมกับกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา แนะนำให้นักศึกษาทำผลการเรียนให้ดี (เฉลี่ยสะสม 2.00 ขึ้นไป) เพื่อยื่นเรื่องขอกู้ยืมเงินกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ติดต่อสอบถามรายละเอียดกับแผนกทุนการศึกษา)
ต้องลองปรับเปลี่ยนความคิดในการเรียนดูนะครับ ลองคิดว่าอีกหน่อยเรียนจบแล้วจะไปทำงานที่ไหนก็ต้องมีการไปทำความรู้จัก สร้างสัมพันธ์กับคนอื่น นักศึกษารุ่นน้องเห็นรุ่นพี่ก็อาจจะไม่กล้าเข้ามาทำความรู้จักก่อน หากรุ่นพี่เป็นฝ่ายเริ่มก็น่าจะดี การมีสัมพันธภาพที่ดีกับรุ่นน้องที่เรียนในห้องเรียนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างน้อยมีเบอร์โทรศัพท์ไว้ติดตามงานหากเรามีความจำเป็นต้องขาดเรียน หรือเวลาต้องทำงานกลุ่ม น้องที่ทำความรู้จักกันไว้ก็น่าจะช่วยเป็นคนกลางประสานระหว่างเรากับรุ่นน้องคนอื่น ๆ ได้ด้วย
ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนครับว่าอยากจะเรียนจบและทำงานหรืออยากจะเรียนต่อ เพราะทั้งสองทางเลือกมีแนวทางปฏิบัติที่ต่างกันพอสมควร มีการเตรียมความพร้อมต่างกันไป การที่จะจบการศึกษาปริญญาตรีก็นึกภาพเหมือนตอนที่เรียนจบมอปลาย หรือปวช ปวส.มานะครับ เราจะต้องเข้าก้าวไปสู่สังคมใหม่สิ่งแวดล้อมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อ หรือการทำงานก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรับผิดชอบในตัวเอง ความคิดอ่าน ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนมหาวิทยาลัยน่าจะช่วยให้มองสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น พึ่งพาตัวเอง ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น(การเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้มีคนมาคอยคุมเหมือนเรียนมัธยม ปวช ปวส.) หากตลอดระยะเวลาที่เรียนมาไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองเลย ต้องพึ่งเพื่อน ถามอาจารย์ตลอด อาจถึงเวลาที่จะลองศึกษา ค้นคว้า ทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองดูบ้างนะครับ เพราะคุณสมบัตินี้จำเป็นมากในการทำงาน ถึงจะมีคนคอยสอนงานก็จริงอยู่แต่บริษัทคงไม่ปลื้มนักหากต้องคอยควบคุม คอยสอนทุกเรื่องโดยที่ลูกจ้างคิดหรือทำอะไรเองไม่เป็นเลย หรือกระทั่งการเรียนต่อก็เถอะครับ การเรียนในระดับปริญญาโท ต้องการความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่มากขึ้นกว่าตอนเรียนปริญญาตรี ต้องถามตัวเองว่าได้เตรียมความพร้อมสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อออกไปเผชิญกับการหางานทำ การเรียนต่อแล้วหรือยัง

ถาม-ตอบ: ด้านการศึกษาต่อ

มีขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 กำหนดสาขาการศึกษาและเป้าหมายในการประกอบอาชีพ
ขั้นตอนที่ 2 ขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาต่อต่างประเทศหรือตัวแทนศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศให้ข้อมูลทางการศึกษา
ขั้นตอนที่ 3 หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาขาที่สนใจ

  • ระบุชื่อมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขานั้น ๆ
  • ตรวจสอบสถานะของคณะหรือสาขาวิชาว่าได้รับการรับรองวิทยฐานะหรือไม่ จาก สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)
  • ข้อควรพิจารณาอื่นๆ ได้แก่ การจัดอันดับ ขนาดของมหาวิทยาลัยทำเลที่ตั้ง ค่าใช้จ่าย ประเทศที่ต้องการจะไปศึกษาต่อ บริการต่างๆ ที่ให้กับสำหรับนักศึกษา ฯลฯ
ขั้นตอนที่ 4 นักศึกษาเลือกสถาบันหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการศึกษา
  • ความพร้อมด้านการศึกษา เกรดเฉลี่ยควรอยู่ในเกณฑ์ 2.50 ขึ้นไป ยิ่งสูงก็ยิ่งเพิ่มโอกาสในการตอบรับเข้าสถาบันศึกษา อย่างน้อย 2.0
  • ความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ (พิจารณาจากผลสอบ IELTS หรือ TOEFL)
  • ความพร้อมด้านทุนทรัพย์ (ค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าประกันสุขภาพ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่นๆ)
  • ความพร้อมด้านจิตใจและการรับผิดชอบในตัวเอง (นักศึกษาต้องมีความอดทนความเพียรพยายามที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นต้น)
  • ความพร้อมด้านสุขภาพร่างกาย  (มีโรคประจำตัว หรือจำเป็นที่ต้องอยู่ใกล้หมอประจำตัว)
ขึ้นอยู่กับประเทศที่ต้องการจะไปเรียน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาเรียนประมาณ 1.5- 2 ปี แต่มีบางหลักสูตรใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปี สำหรับประสบการณ์การทำงานนั้นขึ้นอยู่กับสาขาวิชาที่จะไปเรียนด้วย เช่น หากต้องการเรียนหลักสูตร MBA อาจจะต้องมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 1 ปี แต่ในบางมหาวิทยาลัย จะเปิดสอนหลักสูตร MBA สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์การทำงาน
การจะสมัครเรียน MBA ในอเมริกาส่วนใหญ่จะต้องยื่นผลสอบทั้ง TOEFL และ GMAT แต่ก็มีบางมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องยื่นผลสอบ GMAT
การเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษในต่างประเทศมีข้อดี คือ โดยทั่วไปพัฒนาการทางด้านภาษาจะรวดเร็วกว่า เนื่องจากนักศึกษาต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่โดยการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ รวมทั้งเอกสาร การเรียนและวิธีการเรียนการสอนในต่างประเทศ มีความหลากหลายมากกว่า อย่างไรก็ตาม การเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทย จะสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
มี 2 ประเทศคือประเทศออสเตรเลียและประเทศอังกฤษ ที่นักเรียนสามารถทำงาน Part-Time ได้ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ไม่จำเป็นค่ะเพราะว่าก่อนที่เราจะเข้าไปเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษ ทางสถาบันการศึกษานั้นๆ จะมีการจัดสอบเพื่อวัดระดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เพื่อจะสามารถเลือกหลักสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
IELTS เป็นผลการทดสอบที่ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัยในประเทศสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และได้รับการรับรองจากประเทศแคนาดา สหรัฐอเมริกา มากขึ้น IELTS เป็นการทดสอบ 4 ทักษะ ทั้งการฟัง การอ่าน การเขียน และการพูด ผู้เข้ารับการทดสอบจะได้รับใบรายงานผลการสอบ (TRF- Test Report Forms) โดยคะแนนการสอบจะถูกแบ่งออกเป็นระดับ 1 – 9 ระดับ ในแต่ละระดับและคะแนนรวมของทุกทักษะโดยผลคะแนนใช้ได้ 2 ปี

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ielts.org หรือสอบถามได้ที่ British Council, Bangkok โทร. (66) 0-2611-6830 หรือ IDP โทร. (66) 0-2231-0531-3

เป็นการทดสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของภาษาอังกฤษอเมริกัน ซึ่งมีการออกแบบสำหรับใช้ในการประเมินความสามารถทางภาษาของผู้สมัคร เพื่อนำไปใช้เป็นเกณฑ์ในเรื่องของการศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร โดยผลคะแนน TOEFL จะใช้ได้เป็นระยะเวลา 2 ปี จะทดสอบทักษะภาษาอังกฤษทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพูด ( Speaking) การฟัง ( Listening) การอ่าน ( Reading) และการเขียน ( Writing) และในครั้งจะต้องผสมผสานทักษะต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อใช้ในการตอบคำถาม โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่งสำหรับการสอบ


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ets.org/toefl หรือสอบถามได้ที่โทร. ( 66) 0-2652-0653 กด 0

GMAT เป็นข้อสอบแบบปรนัย (Multiple-Choice) ใช้สำหรับผู้ที่ต้องการสมัคร เพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาด้านธุรกิจและบริหาร การสอบ GMAT ดำเนินการโดย Educational Testing Service (ETS) ภายใต้การสนับสนุนของ Graduate Management Admission Council ( GMAC ) กล่าวได้ว่า GMAT มีจุดมุ่งหมายในการวัด ทักษะขั้นพื้นฐานทางด้าน Verbal, Mathematical และ Analytical ที่ได้รับการพัฒนาสะสมมาจากการศึกษาและการทำงานที่ผ่านมาGMAT มีรูปแบบของการสอบเป็นแบบ Computer-Adaptive Test-CAT ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

  1. Analytical Writing Assessment : เป็นการเขียน essay 2 บทความ คือ analysis of an issue และ analysis of an argument บทความละ 30 นาที ซึ่งต้องทำข้อสอบ ทางคอมพิวเตอร์เท่านั้น
  2. Quantitative Section : 75 นาที 37 คำถาม ลักษณะของข้อสอบเป็นการวัดระดับ ความสามารถทางด้าน Algebra, Arithmetic และ Geometry โดยมีคำถามใน 2 รูปแบบคือ Data Sufficiency และ Problem Solving
  3. Verbal Section : 75 นาที 41 คำถาม เป็นการทดสอบความสามารถทางด้าน Reading, Grammar และ Analytical Reasoning ในระดับที่นักศึกษาควรจะมี ในการเข้าศึกษา หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ทางด้านบริหารธุรกิจ โดยมีคำถามใน3 รูปแบบคือ Reading Comprehension, Critical Reasoning และ Sentence Correction

How to Apply
ค่าสมัครสอบ GMAT ในปัจจุบันเท่ากับ US$ 225 โดยสามารถชำระได้ทั้งในรูปแบบของบัตรเครดิต ( Visa, MasterCard or American Express ) ใบสั่งจ่ายเงิน หรือคูปอง UNESCO การสมัครสอบ GMAT ปัจจุบัน หน่วยงานที่ทำหน้าที่รับสมัครการสอบ GMAT สำหรับประเทศไทยคือ Regional Registration Center ( RRC ) Region 6 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

Thomson PrometricP . O . Box 12964 50794 Kuala Lumpur , Malaysia. E-mail: searrc@prometric.com Tel: 60-3-7628-3333 Fax: 60-3-7628-3366

สำหรับ สถานที่สอบ GMAT ในประเทศไทย คือที่Institute of International Education-Southeast Asia (IIE)6th Floor, Maneeya Center North 518/3 Ploenchit Road Pathumwan, Bangkok 10330

ศูนย์สอบในประเทศไทย เป็นศูนย์สอบแบบ Permanent ซึ่งเมื่อกำหนดสถานที่สอบได้แล้ว ผู้ที่ต้องการสอบสามารถตรวจสอบวันที่ และเวลาที่สามารถลงทะเบียนสอบได้ จาก http://www.gmat.org/mba/Service/GMATInfo/SelectTest.htm สามารถทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GMAT สามารถดูได้จาก www.gmat.org หรือ www.gmac.org หรือ โทรไปที่ 0-2652-0653 เพื่อสอบถามข้อมูลทั่วไป

GRE หรือ Graduate Record Examination: เป็นข้อสอบวัดเชาว์ปัญญา ที่มหาวิทยาลัยใช้วัดความสามารถของนักศึกษา ที่มาจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ กัน ในประเทศไทย ปัจจุบันได้เปลี่ยนรูปแบบ ของการสอบมาเป็นแบบ Computer Adaptive Test (CAT) ซึ่งสามารถสมัครสอบได้กว่า 20 วัน ในแต่ละเดือน และรู้ผลสอบได้อย่างรวดเร็ว

การสอบ GRE มีอยู่ 2 รูปแบบ คือการสอบทั่วไป ( General Test) และการสอบเฉพาะสาขาวิขา ( Subject Test) ในวิชาต่าง ๆ 16 สาขา

  • สอบทั่วไป (General Test) เป็นการสอบเพื่อวัดทักษะของผู้สอบที่มีอยู่ โดยวัดออกมาในรูปแบบของคะแนนของความสามารถทางภาษา คำนวณ และความสามารถในเชิงวิเคราะห์ การสอบใช้เวลา 3 ชั่วโมง 30 นาที
  • สอบเฉพาะสาขาวิชา ( Subject Tests)
    เป็นการสอบเกี่ยวกับวิชาหลักในสาขา ที่นักศึกษาต้องการเข้าเรียน ซึ่งจะมีทั้งหมด 16 วิชา ผู้สอบต้องตรวจสอบ ดูจากเอกสารของสถาบัน ว่าต้องการผลคะแนนการสอบ Subject Test หรือไม่ ถ้าไม่ได้ระบุไว้ จะหมายถึงการสอบเฉพาะ General Test

การสอบ GRE จะไม่มีคะแนนติดลบเหมือนกับการสอบ GMAT คะแนนสอบสูงสุดของ GRE ในแต่ละ part หรือ 800 มหาวิทยาส่วนใหญ่ จะพิจารณาคะแนนในส่วน Verbal และ Quantitative ผลสอบ GRE สามารถใช้ได้ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน และอัตราค่าสมัครสอบปัจจุบันเท่ากับ US$ 120-00 ผู้ที่สนใจยัง สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GRE ได้ที่ http://www.gre.org

ทั้งสองประเภทเป็นข้อสอบของ ETS (Educational Testing Service) ซึ่งมาจากอเมริกา จึงไม่มีข้อสอบที่เป็นภาษาไทย
ถ้าถามถึงแบบฝึกหัดเป็นเล่มๆ ที่ขายตามร้านหนังสือ มีอยู่ทั่วไปค่ะหาซื้อได้เลยค่ะ แต่ถ้าจะเข้าไปดูในเว็บที่ http://www.ets.org/toefl/nextgen/samples/index.html (เป็นแนวข้อสอบเบื้องต้น)

ถาม-ตอบ: ด้านอาชีพและจัดหางาน

งานพิเศษนอกเวลา (Part-time) มี 2 ส่วน คือ

  1. ส่วนของมหาวิทยาลัยจ้างเป็นนักศึกษาช่วยปฏิบัติงานในหน่วยงานต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย เช่น ฝ่ายรับสมัครนักศึกษา แผนกแนะแนวและจัดหางาน แผนกทุนการศึกษา สำนักหอสมุด เป็นต้น โดยให้ค่าตอบแทน วันละ 270 บาท (เวลาทำงาน 08.30 – 17.00 น.)
  2. ส่วนของหน่วยงาน/บริษัทภายนอก จ้างทำงาน ซึ่งจะมีค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง ระหว่าง 25 บาทขึ้นไป หรือรายวัน ตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป (เงื่อนไขค่าตอบแทนของแต่บริษัทแตกต่างกัน)

สำหรับนักศึกษาที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดเบื้องต้นได้ที่ บอร์ดแผนกแนะแนวฯ ได้ทั้ง 2 วิทยาเขต และใน เวปไซต์ http://ejobs.bu.ac.th หรือสอบถามกับอาจารย์ที่แผนกแนะแนวได้ทั้ง 2 วิทยาเขต

เรื่องนี้ไม่มีมาตรฐานอะไร ขึ้นอยู่กับโชคและจังหวะโอกาส สำหรับ คำปรึกษาเบื้องต้น

  • ให้ไปขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานก่อนครับอันดับแรก เช่น กรมจัดหางาน หรือตามเวปไซต์สมัครงานต่างๆ เพราะตัวเราลงทุนน้อยที่สุด
  • ยอมรับและหาโอกาสในสายงานใหม่ๆ บ้าง เช่นสาขาวิชาที่เราอยากทำงานนั้น มีการแข่งขันกันสูง เราอาจเปลี่ยนเป็นสาขาอาชีพที่ใกล้เคียงกัน ก็จะช่วยให้มีโอกาสได้งานมากขึ้นครับ
  • หมั่นสำรวจการเตรียมตัวในการสมัครงานของตนเอง ให้มีความพร้อมตามสภาพที่เปลี่ยนแปลงตามสภาพการณ์ทางสังคมครับ
  • สำหรับผู้ที่รองานมานาน ย่อมมีความเครียด ซึ่งต้องมีเป็นธรรมดาครับ ถ้าใครต้องอยู่สภาวะนี้
  • แต่ต้องใจเย็น ๆ ครับ ต้องตั้งสติ และรอคอยโอกาสครับ เรื่องการได้งานทำนี้ไม่มีมาตรฐานอะไร ขึ้นอยู่กับโชคและจังหวะโอกาส
  • บางครั้งการมีงานไม่จำเป็นต้องไปรับจ้างเขา ต้องรับจ้างเราเอง ที่สำคัญอย่าหมิ่นเงินน้อย ลองทำดูก่อนครับ น่าจะช่วยได้บ้าง

สุดท้าย หากนักศึกษายังไม่ได้งานอยู่ ก็แวะเวียนมาพบ มาพูดคุยกับครูบาอาจารย์บ้าง อย่างน้อยก็น่าจะสบายใจขึ้นนะครับ

เอกสารหลักฐานในการสมัครงานเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งใน การสมัครงาน ซึ่งเอกสาร ทีนักศึกษาต้องจัดเตรียมไว้มี ดังนี้

  1. ประวัติส่วนตัว (Resume)
  2. รูปถ่าย ควรเป็นรูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 หรือ 2 นิ้วโดยเป็นรูปสีหรือขาวดำก็ได้ แต่ขอให้เป็นการแต่งกายที่สุภาพ โดยปรกติถ้าเป็นนักศึกษาจบใหม่จะใช้รูปชุดครุย
  3. สำเนาใบรับรองการศึกษา ได้แก่ Transcipt และสำเนาใบปริญญาบัตร
  4. สำเนาบัตรประชาชน
  5. สำเนาทะเบียนบ้าน
  6. สำเนาหลักฐานการพ้นภาระทางการทหาร ( สำหรับนักศึกษาชาย)
  7. สำเนาหนังสือรับรองการผ่านงานหรือการฝึกงาน ( ถ้ามี)
  8. สำเนาใบรับรองการทำกิจกรรม Transcipt กิจกรรมนักศึกษา (ถ้ามี)
  9. หลักฐานอื่น ๆ ตามที่นายจ้างกำหนดเช่นผลการสอบ TOEIC เป็นต้น
เงินเดือนโดยทั่วไปหากไม่ได้อยู่ในสายที่ทางรัฐบาลรับรองรายได้ที่ 15,000 ต่อเดือนแล้วอาจได้มากน้อยต่างกันไปตามแต่แขนงอาชีพและตำแหน่งหน้าที่


สำหรับผู้ที่คิดว่าเงินเดือนน้อยไม่พอใช้ ขอพ่อแม่ได้เงินเยอะกว่า ขอให้ลองคิดในแง่ที่เราสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพ่อแม่ เพื่อที่เราจะได้ภาคภูมิใจในตัวเอง ฝึกที่จะใช้จ่ายอย่างประหยัด รู้คุณค่าของเงินที่หามาได้ด้วยตัวเอง ค่อยทำงานเก็บประสบการณ์ไป บางทีเงินเดือนเริ่มต้นไม่สูงนักแต่เงินเดือนขึ้นทุกปี มีโบนัส ก็น่าจะพอให้ใช้จ่ายได้อย่างไม่ลำบาก

ตำแหน่งที่บริษัทเปิดรับบางตำแหน่งไม่ต้องการประสบการณ์การทำงาน หากสนใจทำตำแหน่งนั้น ๆ ก็ให้ลองยื่นใบสมัครครับ ถ้าทางบริษัทมองเห็นว่าเราควรได้รับโอกาสเรียกเข้ารับการสัมภาษณ์ก็ทำให้เต็มที่ ตอบคำถามอย่างมั่นใจ เตรียมตัวให้พร้อม การแต่งกาย ความมั่นใจก็มีส่วนที่จะทำให้ได้งาน จริงอยู่ที่คนเคยฝึกงานมาบ้างอาจได้เปรียบแต่ถ้าเราพยายามเต็มที่ในการสัมภาษณ์งาน ก็อาจจะได้รับเลือกเข้าทำงานครับ
เรื่องเรียนต่อกับการทำงาน ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละคนครับ แต่สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างหนึ่งก็คือคนที่จบปริญญาโทโดยไม่มีประสบการณ์การทำงานอาจจะหางานได้ยากกว่าคนที่จบปริญญาโท ที่มีประสบการณ์การทำงานและยากกว่าคนที่เรียนจบปริญญาตรีด้วยครับเพราะเรามีวุฒิที่เกินความต้องการสำหรับตำแหน่งงานที่ต้องการวุฒิปริญญาตรี และมีประสบการณ์น้อยเมื่อเป็นตำแหน่งงาน สำหรับวุฒิปริญญาโท


งานอย่างหนึ่งที่เหมาะกับคนที่เรียนจบแล้วต่อปริญญาโททันทีคืองานสอนครับ ซึ่งถ้าเราไม่ได้ต้องการเป็นอาจารย์ ไม่อยากสอนหนังสือ น่าจะลองหางานทำเก็บประสบการณ์ สักปีสองปีก่อนที่จะหาโอกาสเรียนต่อนะครับ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดสอนระดับปริญญาโทภาคพิเศษสำหรับคนที่ทำงานแล้วเกือบทุกที่ครับ ขึ้นอยู่กับว่าพอทำงานไปสองสามปีแล้ว เรายังจะมีไฟในการเรียนอยู่รึเปล่า

ผลการเรียนเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพิจารณารับเข้าทำงานนะครับ ส่วนใหญ่งานไม่ได้ระบุว่าต้องทำเกรดได้เท่าไหร่ ๆ มีเพียงไม่กี่แห่งที่ระบุความต้องการผลการเรียนขั้นต่ำ อาจใช้ประสบการณ์ในการทำงาน การฝึกงานช่วย หรือลองสมัครงานกับบริษัทที่ไม่คัดคนจากผลการเรียน เชื่อว่าโอกาสเปิดกว้างครับ ถ้าเราพยายามไม่เลือกมากนักในการสมัครงาน เปิดโอกาสให้ตัวเองลองสมัครงานกับหลาย ๆ ที่ไม่มุ่งเป้าไปที่ใดที่หนึ่งที่เดียว


เรื่องเรียนต่อก็เหมือนกันครับ ส่วนใหญ่จะระบุว่าหากเกรดเฉลี่ยปริญญาตรีไม่ถึง 2.5 ก็จะพิจารณาประสบการณ์การทำงานประกอบ 2-3 ปี แล้วแต่สถาบันครับ